แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เวิลด์คัพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เวิลด์คัพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

รวมสถิติฟุตบอลโลก 2018 : ให้ตัวเลขเล่าเรื่อง


ฟุตบอลโลก 2018 ปิดฉากลงไปแล้วโดยสมบูรณ์ หลังจากนี้ก็ต้องรออีก 4 ปีกว่าจะถึงศึก ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2022 กาตาร์ หรือความจริงแล้ว แฟนบอลอย่างเรา ๆ ก็เตรียมตัวกลับมารอดูฟุตบอลลีกยุโรป ซึ่งก็กำลังอยู่ในช่วงพรีซีซั่น และจะเปิดฤดูกาลใหม่ในอีกราว ๆ 1 เดือนข้างหน้า
แต่ก่อนที่ฟุตบอลโลกหนนี้จะผ่านไปกลายเป็นความทรงจำ นี่คือตัวเลขสถิติที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาราว ๆ 1 เดือนที่รัสเซีย และมันจะถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกต่อไป
รวมสถิติน่าสนใจใน ฟุตบอลโลก 2018
169 - ฟุตบอลโลก 2018 มีการทำประตูกันทั้งหมด 169 ประตู (เฉลี่ยต่อนัด 2.64) เป็นสถิติมากที่สุดอันดับ 2 นับตั้งแต่การแข่งขันเปลี่ยนมาเป็น 32 ปี โดยสถิติยิงกันมากที่สุดคือศึก ฟร้องซ์ 98 กับ บราซิล 2014 ที่มีประตูเกิดขึ้น 171 ประตูเท่ากัน
43 - ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีการทำประตูจากลูกตั้งเตะถึง 73 ครั้งจาก 169 ประตู นับเป็น 43% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของฟุตบอลโลก
22 - มีการทำประตูจากจุดโทษถึง 22 ครั้งซึ่งเป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่มีการแข่งขันมาเช่นกัน
9 - นอกจากนี้ยังมีการยิงประตูเกิดขึ้นหลังจากนาทีที่ 90 มากถึง 9 ประตู (ไม่นับการเล่นต่อเวลาพิเศษ) นี่ก็เป็นสถิติใหม่ของฟุตบอลโลกด้วย
4 - คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ขึ้นทำเนียบเป็นผู้เล่นคนที่ 4 ที่ยิงประตูได้ในมหกรรมฟุตบอลโลกถึง 4 ครั้ง (2006, 2010, 2014 และ 2018) ต่อจาก เปเล่, อูเว่ ซีเลอร์ และ มิโรสลาฟ โคลเซ่
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ พาโปรตุเกสคว้าแชมป์เหมือนตอน ยูโร 2016 ไม่ได้ แต่ก็ฝากผลงานไว้ 4 ประตู
45 ปี 161 วัน - เอสซัม เอล-ฮาดารี่ นายทวารวัยดึกทีมชาติอียิปต์สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้เล่นอายุมากที่สุดที่ลงเล่นฟุตบอลโลก ทำลายสถิติเดิมของ ฟาริด มอนดรากอน นายทวารรชาวโคลอมเบีย และทีเด็ดคือ เอล-ฮาดารี่ ยังโชว์เซฟจุดโทษได้อีกต่างหาก
U-20 - อย่างที่เราทราบกัน คีแล็ง เอ็มบ๊าปเป้ เจ้าของรางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมในทัวร์นาเมนต์นี้ ได้บันทึกชื่อตัวเองในฐานะผู้เล่นคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ยิงได้ 2 ประตูใน 1 แมตช์ (เกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฝรั่งเศส 4-2 อาร์เจนตินา) ในขณะที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี ก่อนหน้านี้เคยมีคำเดียวที่ทำได้ก็คือ ราชันลูกหนังโลก เปเล่
23 - ฟุตบอลโลกครั้งนี้ มีโค้ช 23 คนที่ได้ทำหน้าที่คุมทีมเล่น เวิลด์ คัพ เป็นครั้งแรก และคนที่ทำผลงานดีที่สุดก็คือ ซลัตโก้ ดาลิช กุนซือทีมชาติโครเอเชีย
3 - ดิดิเยร์ เดส์ช็องป์ส คือคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ได้ทั้งในฐานะผู้เล่นและโค้ช ต่อจาก มาริโอ ซากัลโล่ ของบราซิล และ ฟร้านซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ ของเยอรมนี เดส์ช็องป์ส เป็นกัปตันทีม "ตราไก่" นำเพื่อนร่วมทีมชูถ้วยแชมป์ใน ฟุตบอลโลก 98 เมื่อ 20 ปีก่อน
ไอ้หนูเอ็มบ๊าปเป้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวไม่ใช่ในฐานะดาวรุ่ง แต่ในฐานะที่กำลังจะก้าวไปเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก
3 - ขณะที่ โยอาคิม เลิฟ กลายเป็นเทรนเนอร์ทีมแชมป์โลกคนที่ 3 ติดต่อกันแล้ว ที่นำทีมกลับมาป้องกันแชมป์แล้วตกรอบแรก ก่อนหน้านี้ทั้ง มาร์เชลโล่ ลิปปี้ (อิตาลี) และ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ (สเปน) ก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน
0 - ชัยชนะของรัสเซียที่ถล่มซาอุดีอาระเบีย 5-0 ในเกมเปิดสนาม ทำให้ผลงานของชาติเจ้าภาพในการลงเล่นเกมประเดิมสนามยังคงเป็นสถิติไร้พ่ายต่อไปตั้งแต่บอลโลกเตะกันมา 21 ครั้ง (ชนะ 16 เสมอ 6 - ปี 2002 มีเจ้าภาพ 2 ทีม)
7 - ทีมชาติเม็กซิโก เป็นทีมที่ทำผลงานสม่ำเสมอมากที่สุดจริง ๆ เพราะนี่เป็นครั้งที่ 7 ติดต่อกันนับตั้งแต่ ฟุตบอลโลก 1994 ที่พวกเขาจบการแข่งขันที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย
7 - เช่นเดียวกับ ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่ผ่านเข้าถึงรอบน็อกเอาต์ได้ทั้งหมด 7 ครั้งและพวกเขายังไม่เคยเก็บชัยชนะได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
แฮร์รี่ เคน นำทีมชาติอังกฤษทำผลงานดีที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี
9 - ทีมชาติอังกฤษ ทำประตูจากลูกตั้งเตะได้ 9 ครั้งเป็นสถิติมากที่สุดนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1966
1 - ปอล ป็อกบา คือผู้เล่นคนแรกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำประตูได้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก และเป็นผู้เล่นจาก พรีเมียร์ลีก คนแรกในรอบ 20 คนก่อนหน้านี้คือ เอ็มมานูเอล เปอตีต์ ที่ยิงให้ ฝรั่งเศส ชนะ บราซิล 3-0 เมื่อปี 1998
1 - มาริโอ มานด์ซูคิช คือผู้เล่นคนที่ 2 ที่ยิงประตูได้และทำเข้าประตูตัวเองในเกมชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ก่อนหน้านี้ เอร์นี่ บรันด์ทส ของฮอลแลนด์เคยทำเหมือนกันในปี 1978
4-2 - สกอร์ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่ยิงกันมากที่สุดอันดับสองเท่ากับปี 1930, 1938 และ 1966 ส่วนเกมชิงชนะเลิศที่มีการยิงกันมากที่สุดคือ บราซิล 5-2 สวีเดน เมื่อปี 1958

รวมสถิติฟุตบอลโลก 2018 : ให้ตัวเลขเล่าเรื่อง


ฟุตบอลโลก 2018 ปิดฉากลงไปแล้วโดยสมบูรณ์ หลังจากนี้ก็ต้องรออีก 4 ปีกว่าจะถึงศึก ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2022 กาตาร์ หรือความจริงแล้ว แฟนบอลอย่างเรา ๆ ก็เตรียมตัวกลับมารอดูฟุตบอลลีกยุโรป ซึ่งก็กำลังอยู่ในช่วงพรีซีซั่น และจะเปิดฤดูกาลใหม่ในอีกราว ๆ 1 เดือนข้างหน้า
แต่ก่อนที่ฟุตบอลโลกหนนี้จะผ่านไปกลายเป็นความทรงจำ นี่คือตัวเลขสถิติที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาราว ๆ 1 เดือนที่รัสเซีย และมันจะถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกต่อไป
รวมสถิติน่าสนใจใน ฟุตบอลโลก 2018
169 - ฟุตบอลโลก 2018 มีการทำประตูกันทั้งหมด 169 ประตู (เฉลี่ยต่อนัด 2.64) เป็นสถิติมากที่สุดอันดับ 2 นับตั้งแต่การแข่งขันเปลี่ยนมาเป็น 32 ปี โดยสถิติยิงกันมากที่สุดคือศึก ฟร้องซ์ 98 กับ บราซิล 2014 ที่มีประตูเกิดขึ้น 171 ประตูเท่ากัน
43 - ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีการทำประตูจากลูกตั้งเตะถึง 73 ครั้งจาก 169 ประตู นับเป็น 43% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของฟุตบอลโลก
22 - มีการทำประตูจากจุดโทษถึง 22 ครั้งซึ่งเป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่มีการแข่งขันมาเช่นกัน
9 - นอกจากนี้ยังมีการยิงประตูเกิดขึ้นหลังจากนาทีที่ 90 มากถึง 9 ประตู (ไม่นับการเล่นต่อเวลาพิเศษ) นี่ก็เป็นสถิติใหม่ของฟุตบอลโลกด้วย
4 - คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ขึ้นทำเนียบเป็นผู้เล่นคนที่ 4 ที่ยิงประตูได้ในมหกรรมฟุตบอลโลกถึง 4 ครั้ง (2006, 2010, 2014 และ 2018) ต่อจาก เปเล่, อูเว่ ซีเลอร์ และ มิโรสลาฟ โคลเซ่
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ พาโปรตุเกสคว้าแชมป์เหมือนตอน ยูโร 2016 ไม่ได้ แต่ก็ฝากผลงานไว้ 4 ประตู
45 ปี 161 วัน - เอสซัม เอล-ฮาดารี่ นายทวารวัยดึกทีมชาติอียิปต์สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้เล่นอายุมากที่สุดที่ลงเล่นฟุตบอลโลก ทำลายสถิติเดิมของ ฟาริด มอนดรากอน นายทวารรชาวโคลอมเบีย และทีเด็ดคือ เอล-ฮาดารี่ ยังโชว์เซฟจุดโทษได้อีกต่างหาก
U-20 - อย่างที่เราทราบกัน คีแล็ง เอ็มบ๊าปเป้ เจ้าของรางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมในทัวร์นาเมนต์นี้ ได้บันทึกชื่อตัวเองในฐานะผู้เล่นคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ยิงได้ 2 ประตูใน 1 แมตช์ (เกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฝรั่งเศส 4-2 อาร์เจนตินา) ในขณะที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี ก่อนหน้านี้เคยมีคำเดียวที่ทำได้ก็คือ ราชันลูกหนังโลก เปเล่
23 - ฟุตบอลโลกครั้งนี้ มีโค้ช 23 คนที่ได้ทำหน้าที่คุมทีมเล่น เวิลด์ คัพ เป็นครั้งแรก และคนที่ทำผลงานดีที่สุดก็คือ ซลัตโก้ ดาลิช กุนซือทีมชาติโครเอเชีย
3 - ดิดิเยร์ เดส์ช็องป์ส คือคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ได้ทั้งในฐานะผู้เล่นและโค้ช ต่อจาก มาริโอ ซากัลโล่ ของบราซิล และ ฟร้านซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ ของเยอรมนี เดส์ช็องป์ส เป็นกัปตันทีม "ตราไก่" นำเพื่อนร่วมทีมชูถ้วยแชมป์ใน ฟุตบอลโลก 98 เมื่อ 20 ปีก่อน
ไอ้หนูเอ็มบ๊าปเป้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวไม่ใช่ในฐานะดาวรุ่ง แต่ในฐานะที่กำลังจะก้าวไปเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก
3 - ขณะที่ โยอาคิม เลิฟ กลายเป็นเทรนเนอร์ทีมแชมป์โลกคนที่ 3 ติดต่อกันแล้ว ที่นำทีมกลับมาป้องกันแชมป์แล้วตกรอบแรก ก่อนหน้านี้ทั้ง มาร์เชลโล่ ลิปปี้ (อิตาลี) และ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ (สเปน) ก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน
0 - ชัยชนะของรัสเซียที่ถล่มซาอุดีอาระเบีย 5-0 ในเกมเปิดสนาม ทำให้ผลงานของชาติเจ้าภาพในการลงเล่นเกมประเดิมสนามยังคงเป็นสถิติไร้พ่ายต่อไปตั้งแต่บอลโลกเตะกันมา 21 ครั้ง (ชนะ 16 เสมอ 6 - ปี 2002 มีเจ้าภาพ 2 ทีม)
7 - ทีมชาติเม็กซิโก เป็นทีมที่ทำผลงานสม่ำเสมอมากที่สุดจริง ๆ เพราะนี่เป็นครั้งที่ 7 ติดต่อกันนับตั้งแต่ ฟุตบอลโลก 1994 ที่พวกเขาจบการแข่งขันที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย
7 - เช่นเดียวกับ ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่ผ่านเข้าถึงรอบน็อกเอาต์ได้ทั้งหมด 7 ครั้งและพวกเขายังไม่เคยเก็บชัยชนะได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
แฮร์รี่ เคน นำทีมชาติอังกฤษทำผลงานดีที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี
9 - ทีมชาติอังกฤษ ทำประตูจากลูกตั้งเตะได้ 9 ครั้งเป็นสถิติมากที่สุดนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1966
1 - ปอล ป็อกบา คือผู้เล่นคนแรกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำประตูได้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก และเป็นผู้เล่นจาก พรีเมียร์ลีก คนแรกในรอบ 20 คนก่อนหน้านี้คือ เอ็มมานูเอล เปอตีต์ ที่ยิงให้ ฝรั่งเศส ชนะ บราซิล 3-0 เมื่อปี 1998
1 - มาริโอ มานด์ซูคิช คือผู้เล่นคนที่ 2 ที่ยิงประตูได้และทำเข้าประตูตัวเองในเกมชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ก่อนหน้านี้ เอร์นี่ บรันด์ทส ของฮอลแลนด์เคยทำเหมือนกันในปี 1978
4-2 - สกอร์ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่ยิงกันมากที่สุดอันดับสองเท่ากับปี 1930, 1938 และ 1966 ส่วนเกมชิงชนะเลิศที่มีการยิงกันมากที่สุดคือ บราซิล 5-2 สวีเดน เมื่อปี 1958

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ทีมยอดเยี่ยมแห่งฟุตบอลโลก 2018


ฟุตบอลโลก 2018 ได้ทำการแข่งขันเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนี่คือ 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมที่สุดในทัวร์นาเม้นต์ และได้รับการคัดสรรจาก FOX sports Thailand

ผู้รักษาประตู : ติโบต์ กูร์กตัวส์ (เบลเยียม)

สถิติไม่เคยโกหกใคร และแม้ว่าจะมีนายทวารหลายรายมาแย่งชิง “ถุงมือทองคำ” แต่สุดท้าย 27 เซฟของผู้รักษาประตูเชลซี ทำให้เขาฉกชิงรางวัลนี้ไปครอง
ฟอร์มอันโดดเด่นของเจ้าตัวอยู่ที่การเซฟอุตลุดในเกมกับ บราซิล ในรอบก่อนรองชนะเลิศ แถมยังช่วยเซฟอีกหลายครั้งในเกมเจอ “ตราไก่” ฝรั่งเศส เว้นแต่ลูกที่โดนซามูแอล อุมติตี้ โหม่งเข้าไป
สื่อหลายสำนักวิจารณ์และสบประมาทกูร์กตัวส์ ว่ายังไม่ใช่หนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลก แต่เห็นทีรางวัลถุงมือทองคำน่าจะทำให้สื่อเหล่านั้นหน้าแหกเป็นแถบๆ

แบ็กขวา : โธมัส มูนิเย่ร์ (เบลเยียม)
เป็นแบ็กที่เติมเกมได้ดีที่สุดคนหนึ่งในฟุตบอลโลกหนนี้ และตอบโจทย์การเล่นวิงแบ็กฝั่งขวาของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ เรียกได้ว่ามีส่วนสำคัญที่พา เบลเยียม มาจนถึงรอบรองชนะเลิศเลยก็ว่าได้ ตัดสินใจยากหากต้องเบียดกับ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ และ คีแรน ทริปเปียร์ แต่เลือกจากคุณภาพการเล่นโอเพ่นเพลย์ที่ต้องยกให้แนวรับ เปแอสเช เข้าวินสำหรับตำแหน่งนี้



เซนเตอร์ฮาล์ฟ : โดมากอย วิด้า (โครเอเชีย)

แนวรับจากเบซิคตัสโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นกว่า เดยัน ลอฟเรน ด้วยซ้ำในรายละเอียดเกมรับ เขาได้รับมอบหมายให้ประกบตัวรุกความเร็วจัดจ้านของฝั่งตรงข้ามโดยต้องเข้าบอลให้ขาดเป็นตัวสุดท้าย และถ้าหลุดเข้าไปคือถึงประตูแน่นอน แต่ตลอดจนจบทัวร์นาเม้นต์ วิด้า เก็บบอลจังหวะแรกได้หมดไม่ว่าจะต้องดวลกับนักเตะอย่างราฮีม สเตอร์ลิ่ง , อ็องตวน กรีซมันน์ หรือคีเลี่ยน เอ็มบั๊ปเป้ก็ตาม

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (อังกฤษ)
อดีตกองหลังโนเนมจากฮัลล์ ซิตี้ ตอนนี้เขามีค่าตัว 50 ล้านปอนด์ และกลายเป็นไม้ตายในการเข้าทำของทีมชาติอังกฤษยุค แกเร็ธ เซาธ์เกต มีคนเปรียบเทียบเขาเหมือนกับ สตีฟ บรูซ อดีตแนวรับจอมเติมเกมบุก ซึ่งจุดเด่นคือความแข็งแกร่งของเขา ทำให้ทัพทรี ไลอ้อนส์มีมิติในการเล่นมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ เซาธ์เกต ขอให้บอลสไตล์อังกฤษโบราณอย่าง เซตพีซ และลูกกลางอากาศมาหากิน ซึ่งก็พาทีมมาได้ถึงรอบตัดเชือก ที่แค่นี้ก็มาเกินเป้าสุดๆแล้ว

แบ็กซ้าย : ลูก้า เออร์น็องเดซ (ฝรั่งเศส)

ตำแหน่งตัวรับฝั่งซ้ายตัวจริงของ “ตราไก่” ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็น เบ็นฌาแม็ง เมนดี้ แต่ด้วยสภาพความฟิตที่ยังไม่พร้อมหลังเจ็บยาวกับแมนฯซิตี้มาตั้งแต่ซีซั่นก่อน ทำให้ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ เลือกปราการหลังจากแอตเลติโก มาดริดลงสนามเป็นตัวจริง
กลายเป็นว่า เออร์น็องเดซลงสนามเป็นตัวจริงให้กับทีมอย่างต่อเนื่อง และทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะในบทบาทเกมรับ ส่วนเกมรุกก็ขึ้นเติมเกมอย่างมั่นใจ อย่างเช่นลูกที่ขึ้นไปเปิดย้อนให้ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ ยิงประตูตีเสมออาร์เจนตินา 2-2 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย


กองกลาง : เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (ฝรั่งเศส)

กองกลางจอมขยันจากเชลซีช่วยให้บรรดาแนวรับฝรั่งเศสทำงานได้สะดวก ด้วยทำการตัดเกมจากแนวรุกฝั่งตรงข้าม และอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของสนามแบบไม่รู้จักไม่เหนื่อย ชนิดที่ว่า “ที่ไหนมีบอล ที่นั่นมีก็องเต้” เลยทีเดียว

กองกลาง : ลูก้า โมดริช (โครเอเชีย)

จอมทัพหมายเลข 10 ของโครเอเชีย คือจุดเริ่มต้นของเกมรุกอย่างแท้จริง ทั้งการขึบเคลื่อนบอล จ่ายบอล รวมไปถึงขึ้นไปทำประตูได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังมีจิตใจที่แข็งแกร่ง ช่วยปลุกลูกทีมให้สู้จนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในที่สุด

กองกลาง : เควิน เดอ บรอยน์ (เบลเยี่ยม)

กองกลางแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงแม้จะไม่สามารถได้ทำประตูได้อย่างมากมาย แต่กองกลางรายนี้ยังมีทักษะการจ่ายบอลที่เฉียบคมเข้ามาทดแทน ช่วยให้แนวรุกปีศาจแดงแห่งยุโรปเดินหน้าถล่มประตูคู่แข่งและคว่้าชัยชนะได้ในเกมสำคัญๆหลายต่อหลายครั้ง

กองหน้า: คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ (ฝรั่งเศส)

ตอนอายุ 19 ปี พวกคุณทำอะไรกันอยู่ แต่สำหรับ เอ็มบัปเป้ เขาได้จูบถ้วยแชมป์โลกแล้ว พร้อมกับตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมที่เรียกได้ว่าไร้คู่แข่ง
แม้ว่าจะออกสตาร์ททัวร์นาเม้นท์ในเกมแรกได้ไม่ดีนักในเกมอับออสเตรเลีย แต่หลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งฟอร์มของดาวเตะจาก เปเอสเช ก็ดีวันดีคืน และมาพีคเอาในรอบสองในเกมกับ อาร์เจนติน่า ที่เขาลากเลื้อยป่วนกองหลังฟ้าขาวแถมพังคนเดียว 2 ประตู และในนัดชิงชนะเลิศก็ยิงประตูได้อีก


กองหน้า: อองตวน กรีซมันน์ (ฝรั่งเศส)
ดาวเตะจากแอตเลติโก้ มาดริด เดินทางฟุตบอลโลกหนนี้ด้วยการแบกความหวังของคนทั้งประเทศเอาไว้บนบ่า เขาจะต้องเล่นท่ามกลางความกดดัน ซึ่งกรีซมันน์ แปรเปลี่ยนมาเป็นพลังงาน ได้อย่างย่าทึ่ง ด้วยการรับบทเป็นคีย์แมนในแนวรุก ของทีมตราไก่ และมีส่วนร่วมกับประตูสำคัญๆของทีมเสมอ แถมยังเยือกเย็นในจังหวะสังหารจุดโทษ ที่เขาซัดไป 3 ประตูในทัวร์นาเม้นท์นี้



กองหน้า: เอเด็น อาซาร์
แม้ว่าจะอกหัก ไม่ได้แชมป์โลกอย่างที่หวัง แต่อันดับที่ 3 สำหรับทีมอย่างเบลเยียม ก็ถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่งแล้ว โดยตลอดทัวร์นาเม้นท์ ดาวเตะจากเชลซี รับผิดชอบเกมรุก และประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างลงตัว รู้จักใช้จุดแข็งของตัวเอง ในการครอบครองบอลให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เลี้ยงพร่ำเพรื่อ จนแทบจะทุกการสัมผัสบอลของเขามีประโยชน์ต่อรูปเกมของทีมทั้งนั้น




ทีมยอดเยี่ยมแห่งฟุตบอลโลก 2018


ฟุตบอลโลก 2018 ได้ทำการแข่งขันเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนี่คือ 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมที่สุดในทัวร์นาเม้นต์ และได้รับการคัดสรรจาก FOX sports Thailand

ผู้รักษาประตู : ติโบต์ กูร์กตัวส์ (เบลเยียม)

สถิติไม่เคยโกหกใคร และแม้ว่าจะมีนายทวารหลายรายมาแย่งชิง “ถุงมือทองคำ” แต่สุดท้าย 27 เซฟของผู้รักษาประตูเชลซี ทำให้เขาฉกชิงรางวัลนี้ไปครอง
ฟอร์มอันโดดเด่นของเจ้าตัวอยู่ที่การเซฟอุตลุดในเกมกับ บราซิล ในรอบก่อนรองชนะเลิศ แถมยังช่วยเซฟอีกหลายครั้งในเกมเจอ “ตราไก่” ฝรั่งเศส เว้นแต่ลูกที่โดนซามูแอล อุมติตี้ โหม่งเข้าไป
สื่อหลายสำนักวิจารณ์และสบประมาทกูร์กตัวส์ ว่ายังไม่ใช่หนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลก แต่เห็นทีรางวัลถุงมือทองคำน่าจะทำให้สื่อเหล่านั้นหน้าแหกเป็นแถบๆ

แบ็กขวา : โธมัส มูนิเย่ร์ (เบลเยียม)
เป็นแบ็กที่เติมเกมได้ดีที่สุดคนหนึ่งในฟุตบอลโลกหนนี้ และตอบโจทย์การเล่นวิงแบ็กฝั่งขวาของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ เรียกได้ว่ามีส่วนสำคัญที่พา เบลเยียม มาจนถึงรอบรองชนะเลิศเลยก็ว่าได้ ตัดสินใจยากหากต้องเบียดกับ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ และ คีแรน ทริปเปียร์ แต่เลือกจากคุณภาพการเล่นโอเพ่นเพลย์ที่ต้องยกให้แนวรับ เปแอสเช เข้าวินสำหรับตำแหน่งนี้



เซนเตอร์ฮาล์ฟ : โดมากอย วิด้า (โครเอเชีย)

แนวรับจากเบซิคตัสโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นกว่า เดยัน ลอฟเรน ด้วยซ้ำในรายละเอียดเกมรับ เขาได้รับมอบหมายให้ประกบตัวรุกความเร็วจัดจ้านของฝั่งตรงข้ามโดยต้องเข้าบอลให้ขาดเป็นตัวสุดท้าย และถ้าหลุดเข้าไปคือถึงประตูแน่นอน แต่ตลอดจนจบทัวร์นาเม้นต์ วิด้า เก็บบอลจังหวะแรกได้หมดไม่ว่าจะต้องดวลกับนักเตะอย่างราฮีม สเตอร์ลิ่ง , อ็องตวน กรีซมันน์ หรือคีเลี่ยน เอ็มบั๊ปเป้ก็ตาม

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (อังกฤษ)
อดีตกองหลังโนเนมจากฮัลล์ ซิตี้ ตอนนี้เขามีค่าตัว 50 ล้านปอนด์ และกลายเป็นไม้ตายในการเข้าทำของทีมชาติอังกฤษยุค แกเร็ธ เซาธ์เกต มีคนเปรียบเทียบเขาเหมือนกับ สตีฟ บรูซ อดีตแนวรับจอมเติมเกมบุก ซึ่งจุดเด่นคือความแข็งแกร่งของเขา ทำให้ทัพทรี ไลอ้อนส์มีมิติในการเล่นมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ เซาธ์เกต ขอให้บอลสไตล์อังกฤษโบราณอย่าง เซตพีซ และลูกกลางอากาศมาหากิน ซึ่งก็พาทีมมาได้ถึงรอบตัดเชือก ที่แค่นี้ก็มาเกินเป้าสุดๆแล้ว

แบ็กซ้าย : ลูก้า เออร์น็องเดซ (ฝรั่งเศส)

ตำแหน่งตัวรับฝั่งซ้ายตัวจริงของ “ตราไก่” ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็น เบ็นฌาแม็ง เมนดี้ แต่ด้วยสภาพความฟิตที่ยังไม่พร้อมหลังเจ็บยาวกับแมนฯซิตี้มาตั้งแต่ซีซั่นก่อน ทำให้ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ เลือกปราการหลังจากแอตเลติโก มาดริดลงสนามเป็นตัวจริง
กลายเป็นว่า เออร์น็องเดซลงสนามเป็นตัวจริงให้กับทีมอย่างต่อเนื่อง และทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะในบทบาทเกมรับ ส่วนเกมรุกก็ขึ้นเติมเกมอย่างมั่นใจ อย่างเช่นลูกที่ขึ้นไปเปิดย้อนให้ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ ยิงประตูตีเสมออาร์เจนตินา 2-2 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย


กองกลาง : เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (ฝรั่งเศส)

กองกลางจอมขยันจากเชลซีช่วยให้บรรดาแนวรับฝรั่งเศสทำงานได้สะดวก ด้วยทำการตัดเกมจากแนวรุกฝั่งตรงข้าม และอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของสนามแบบไม่รู้จักไม่เหนื่อย ชนิดที่ว่า “ที่ไหนมีบอล ที่นั่นมีก็องเต้” เลยทีเดียว

กองกลาง : ลูก้า โมดริช (โครเอเชีย)

จอมทัพหมายเลข 10 ของโครเอเชีย คือจุดเริ่มต้นของเกมรุกอย่างแท้จริง ทั้งการขึบเคลื่อนบอล จ่ายบอล รวมไปถึงขึ้นไปทำประตูได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังมีจิตใจที่แข็งแกร่ง ช่วยปลุกลูกทีมให้สู้จนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในที่สุด

กองกลาง : เควิน เดอ บรอยน์ (เบลเยี่ยม)

กองกลางแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงแม้จะไม่สามารถได้ทำประตูได้อย่างมากมาย แต่กองกลางรายนี้ยังมีทักษะการจ่ายบอลที่เฉียบคมเข้ามาทดแทน ช่วยให้แนวรุกปีศาจแดงแห่งยุโรปเดินหน้าถล่มประตูคู่แข่งและคว่้าชัยชนะได้ในเกมสำคัญๆหลายต่อหลายครั้ง

กองหน้า: คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ (ฝรั่งเศส)

ตอนอายุ 19 ปี พวกคุณทำอะไรกันอยู่ แต่สำหรับ เอ็มบัปเป้ เขาได้จูบถ้วยแชมป์โลกแล้ว พร้อมกับตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมที่เรียกได้ว่าไร้คู่แข่ง
แม้ว่าจะออกสตาร์ททัวร์นาเม้นท์ในเกมแรกได้ไม่ดีนักในเกมอับออสเตรเลีย แต่หลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งฟอร์มของดาวเตะจาก เปเอสเช ก็ดีวันดีคืน และมาพีคเอาในรอบสองในเกมกับ อาร์เจนติน่า ที่เขาลากเลื้อยป่วนกองหลังฟ้าขาวแถมพังคนเดียว 2 ประตู และในนัดชิงชนะเลิศก็ยิงประตูได้อีก


กองหน้า: อองตวน กรีซมันน์ (ฝรั่งเศส)
ดาวเตะจากแอตเลติโก้ มาดริด เดินทางฟุตบอลโลกหนนี้ด้วยการแบกความหวังของคนทั้งประเทศเอาไว้บนบ่า เขาจะต้องเล่นท่ามกลางความกดดัน ซึ่งกรีซมันน์ แปรเปลี่ยนมาเป็นพลังงาน ได้อย่างย่าทึ่ง ด้วยการรับบทเป็นคีย์แมนในแนวรุก ของทีมตราไก่ และมีส่วนร่วมกับประตูสำคัญๆของทีมเสมอ แถมยังเยือกเย็นในจังหวะสังหารจุดโทษ ที่เขาซัดไป 3 ประตูในทัวร์นาเม้นท์นี้



กองหน้า: เอเด็น อาซาร์
แม้ว่าจะอกหัก ไม่ได้แชมป์โลกอย่างที่หวัง แต่อันดับที่ 3 สำหรับทีมอย่างเบลเยียม ก็ถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่งแล้ว โดยตลอดทัวร์นาเม้นท์ ดาวเตะจากเชลซี รับผิดชอบเกมรุก และประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างลงตัว รู้จักใช้จุดแข็งของตัวเอง ในการครอบครองบอลให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เลี้ยงพร่ำเพรื่อ จนแทบจะทุกการสัมผัสบอลของเขามีประโยชน์ต่อรูปเกมของทีมทั้งนั้น




วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สรุปรางวัลฟุตบอลโลก 2018

สรุปรางวัลต่างๆของศึกฟุตบอลโลก 2018 โดย ลูกา โมดริช กองกลาง โครเอเชีย คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ ขณะที่ดาวซัวโวตกเป็นของ แฮร์รี่ เคน


รางวัลต่างๆของฟุตบอลโลก 2018

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม (ลูกบอลทองคำ) : ลูกา โมดริช - โครเอเชีย 
รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมอันดับ 2 (ลูกบอลเงิน) : เอแดน อาซาร์ - เบลเยียม 
รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมอันดับ 3 (ลูกบอลทองแดง)  อองตวน กรีซมันน์ - ฝรั่งเศส 
รางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม : คีเลียน เอ็มบัปเป - ฝรั่งเศส
รางวัลดาวซัลโว : แฮร์รี เคน - อังกฤษ (6 ประตู)
รางวัลถุงมือทองคำ : ธิโบต์ กูร์ตัวส์ - เบลเยียม
รางวัลแฟร์เพลย์ : ทีมชาติสเปน
รางวัลประตูยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ : นาเซอร์ ชาดลี - เบลเยียม ในเกมเอาชนะ ญี่ปุ่น 3-2 รอบ 16 ทีมสุดท้าย

สรุปรางวัลฟุตบอลโลก 2018

สรุปรางวัลต่างๆของศึกฟุตบอลโลก 2018 โดย ลูกา โมดริช กองกลาง โครเอเชีย คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ ขณะที่ดาวซัวโวตกเป็นของ แฮร์รี่ เคน


รางวัลต่างๆของฟุตบอลโลก 2018

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม (ลูกบอลทองคำ) : ลูกา โมดริช - โครเอเชีย 
รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมอันดับ 2 (ลูกบอลเงิน) : เอแดน อาซาร์ - เบลเยียม 
รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมอันดับ 3 (ลูกบอลทองแดง)  อองตวน กรีซมันน์ - ฝรั่งเศส 
รางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม : คีเลียน เอ็มบัปเป - ฝรั่งเศส
รางวัลดาวซัลโว : แฮร์รี เคน - อังกฤษ (6 ประตู)
รางวัลถุงมือทองคำ : ธิโบต์ กูร์ตัวส์ - เบลเยียม
รางวัลแฟร์เพลย์ : ทีมชาติสเปน
รางวัลประตูยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ : นาเซอร์ ชาดลี - เบลเยียม ในเกมเอาชนะ ญี่ปุ่น 3-2 รอบ 16 ทีมสุดท้าย

ฝรั่งเศสรัวยับดับฝันโครเอเชีย เดส์ช็องส์จารึกสถิติ

เป็นเกมที่สุดมันส์สมราคานัดชิงฟุตบอลโลกแบบปฏิเสธไม่ได้ หลังฝรั่งเศสเอาชนะโครเอเชียไปได้ 4-2 โดยเกมนี้ อองตวน กรีซมันน์ เหมาคนเดียวสองประตู ช่วยทัพตราไก่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์หลังจากเคยทำได้ครั้งแรกในปี 1998 พร้อมกับที่ ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ ทำสถิติเป็นคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่ได้แชมป์โลกทั้งในฐานะนักเตะและกุนซือ ต่อจาก มาริโอ ซากัลโล่ (บราซิล) และ ฟร้านซ์ เบ๊คเค่นบาวเออร์ (เยอรมัน)

ฟุตบอลโลก 2018(นัดชิงชนะเลิศ)วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม 2561ฝรั่งเศส   4-2   โครเอเชีย

สนาม : ลุชนิกี้ สเตเดี้ยม
ก่อนเริ่มเกมที่ลุซนิกี้ มีพิธีปิดการแข่งขันที่เรียบง่ายเป็นเวลา 30 นาที รวมทั้งการร้องเพลงประจำการแข่งขัน "ลิฟ อิท อัพ" โดย วิลล์ สมิธ นักแสดงชื่อดังชาวอเมริกัน และนิคกี้ แจม กับ เอร่า อิสเตรฟี นอกจากนั้น โรนัลดินโญ่ ตำนานแข้งบราซิล ยังมารับหน้าที่ตีกลองสร้างความคึกคักเพิ่มเติม
    ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ กุนซือ "เลส์ เบลอส์" ไม่มีปัญหากับการส่งตัวหลักลงเหมือนทุกนัด ขณะที่ ซลัตโก้ ดาลิช มีลูกทีมชุดใหญ่พร้อมเช่นกัน แม้จะเจอศึกหนักต่อเวลามา 3 นัดติด รวมทั้ง อีวาน สตรินิช และ อีวาน เปริซิช ที่มีข่าวไม่สมบูรณ์
    ครึ่งแรกเริ่มเกมมา 10 นาที เป็นโครเอเชียทีครองเกมเหนือกว่า และพับสนามบุกอยู่ฝ่ายเดียวแต่ยังไม่มีจังหวะจบสกอร์ 
    หลังจากนั้น น.18 ฝรั่งเศสได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะฟรีคิก อองตวน กรีซมันน์ โยนมาในเขตโทษ มาริโอ มานด์ซูคิช ขึ้นโหม่งบอลย้อนเข้าประตูตัวเอง
    อย่างไรก็ตาม น.28 โครเอเชีย ตีเสมอ 1-1 จากจังหวะฟรีคิกเมื่อฝรั่งเศสเคลียร์ไม่ขาด โดมากอย วีด้า ชิงโหม่งย้อนมาให้ เปริซิช เกี่ยวด้วยขวาเข้าซ้ายก่อนตะบันผ่านกองหลังเสียบมุมขวามือ ชนิดที่ อูโก้ โยริส หมดปัญญาเซฟ 
    น.34 มีจังหวะปัญหาเกิดขึ้นจากเตะมุมทางขวาของฝรั่งเศส บอลแฉลบโดนมือ เปริซิช ตรงเสาแรกออกหลัง ผู้ตัดสินชาวอาร์เจนติน่า เช็กระบบวีเออาร์ก่อนให้จุดโทษแก่ทีมตราไก่ ซึ่ง กรีซมันน์ รับหน้าที่ยิงไปทางซ้ายมือ หลอก ดานิเยล ซูบาซิช ไปคนละทาง ฝรั่งเศสนำ 2-1 ใน น. 36 
    หลังจากนั้นไม่มีประตูเพิ่ม จบครึ่งแรก ฝรั่งเศส นำ โครเอเชีย 2-1
    ครึ่งหลังเริ่มมาเพียงนาทีเดียว กรีซมันน์ ลองส่องไกลแต่บอลไปตรงตัว ซูบาซิช 
    น.47 โครเอเชีย ได้ลุ้นตีเสมอ อันเต้ เรบิช หลุดมาทางกราบซ้ายก่อนซัดเต็มข้อแต่ ซูบาซิช เซฟไว้ได้     
    น.52 ทัพตราไก่เกือบได้ประตูนำห่างจากจังหวะสวนกลับเร็ว คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กระชากหนี วีด้า หลุดเข้าไปยิงเสาแรกแต่ ดานิเยล ซูบาซิช ปิดมุมไว้ได้ 
    น.59 ฝรั่งเศส นำห่าง 3-1 เอ็มบั๊ปเป้ จ่ายให้ ปอล ป็อกบา ที่รอหน้าเขตโทษซัดครั้งแรกบอลติดบล็อกบอลกลับมาเข้าทางก่อนซัดด้วยซ้ายอีกครั้ง ซูบาซิช ยืนขาตายบอลเข้าประตูไป 
    ทัพตราไก่ยังเป็นฝ่ายบุกต่อเนื่องก่อนมาได้ประตูนำห่างออกไปอีก 4-1 ในน.65 เอ็มบั๊ปเป้ ได้บอลหน้าเขตโทษหลอกหนึ่งจังหวะก่อนซัดด้วยขวาไปเสาแรก ซูบาซิช หมดสิทธิ์เซฟ 
    อย่างไรก็ตาม น.69 โครเอเชียได้ประตูไล่มา 2-4 จากจังหวะที่ โยริส ไปหลอก มาริโอ มานด์ชูคิช หน้าปากประตูแต่พลาดโดนเกี่ยวเข้าไปยิงง่ายๆ ทำให้โครแอตยังพอมีความหวัง 
    หลังจากนั้น โครแอตพยายามบุกอย่างหนักหวังทวงประตูคืนแต่ไม่สำเร็จ จบเกม ฝรั่งเศสเอาชนะโครเอเชีย 4-2 คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จหลังจากเคยทำได้ครั้งแรกในปี 1998
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม 
ฝรั่งเศส : อูโก้ โยริส, แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์, ราฟาแอล วาราน, ซามูแอล อุมติตี้, ลูกัส แอร์กน็องเดซ, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (สตีเว่น เอ็นซองซี่ น.54), ปอล ป็อกบา, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้, อ็องตวน กรีซมันน์, แบลส มาตุยดี้ (โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ น.73), โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (นาบิล เฟคีร์ น.81)

ครเอเชีย : ดานิเยล ซูบาซิช, ซิเม่ เวอร์ซัลจ์โก้, เดยัน ลอฟเรน, โดมากอย วีด้า, อีวาน สตรินิช (มาร์โก ปาก้า น.82), อีวาน ราคิติช, มาร์เซโล่ โบรโซวิช, อันเต้ เรบิช (อังเดร ครามาริช น.71), ลูก้า โมดริช, อีวาน เปริซิช, มาริโอ มานด์ชูคิช

ผู้ตัดสิน : เนสเตอร์ ปีตาน่า (อาร์เจนติน่า)