ปาโก้ อัลกาเซร์ เพชฌฆาตเบอร์ 9 คนใหม่ของ “เสือเหลือง”

จากผลเสมอกับฮันโนเวอร์ในเกมบุนเดสลีกานัดที่ 2 ไปแบบไร้สกอร์คงทำให้พลพรรค “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ออกอาการเซ็งไปตามๆ กัน แต่สุดท้ายแล้วลูเซียง ฟาฟร์ก็แก้มือสำเร็จด้วยการเปิดบ้านคว้าชัยเหนือไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต แถมปาโก้ อัลกาเซร์ กองหน้าหมายเลข 9 คนใหม่ของดอร์ทมุนด์ก็เบิกประตูแรกในสีเสื้อเหลืองดำได้สำเร็จในเกมนี้
หากย้อนไปมองความสำเร็จในยุคที่ผ่านมาของดอร์ทมุนด์แล้ว เห็นได้ชัดเจนเลยว่าปัจจัยสำคัญประการหนึ่งก็คือการมีศูนย์หน้าตัวยิงประตูที่ไว้ใจได้ พวกเขาความแชมป์ลีกครั้งล่าสุดได้ในฤดูกาล 2011/12 ซึ่งในฤดูกาลนั้น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยอดดาวยิงโปแลนด์กดให้ดอร์ทมุนด์ไปถึง 22 ประตู ตามด้วย 24 และ 20 ประตูในฤดูกาลต่อๆ มา ก่อนที่ย้ายมาซบคู่ปรับสำคัญอย่าง “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิคในปี 2014 ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยองก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นดวงใหม่ในถิ่นซิกนัล อิดูน่า พาร์ค
กัปตันทีมชาติกาบองสามารถเดินตามรอยเลวาน ขึ้นมาเป็นหนึ่งในยอดดาวยิงแห่งบุนเดสลีกาได้อย่างรวดเร็ว โดยในฤดูกาล 2015/16 ‘โอบา’ ซัดไปถึง 25 ลูก ตามด้วย 31 ลูกในฤดูกาลต่อมา ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเตะแอฟริกันคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัล “ทอร์เยเกอร์คาโนเนอ” (Torjägerkanone) หรือดาวยิงสูงสุดประจำฤดูกาล 2016/17 แห่งศึกบุนเดสลีกา และยังเป็นรางวัลประเภทบุคคลอันทรงเกียรติที่สุดสำหรับนักเตะต่างชาติที่ค้าแข้งในเยอรมนีอีกด้วย
ในฤดูกาลที่ผ่านมา โอบาเมยองและมิชี่ บาตชูอายีนั้นถล่มตาข่ายรวมกันไป 20 ประตู โดยที่รายหลังนั้นเป็นนักเตะที่ยืมตัวมาแทนที่ หลังจากโอบาเมยองตัดสินใจโยกไปค้ำแดนหน้าให้กับอาร์เซนอลในพรีเมียร์ลีก ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะพาดอร์ทมุนด์จบอันดับที่ 4 บนตารางพร้อมคว้าตั๋วลุยศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จ แต่หลังจากที่ดาวยิงชาติเบลเยียมย้ายกลับไปยังต้นสังกัดอย่างเชลซี พลพรรค “เสือเหลือง” ก็ต้องยอมรับความจริงว่าพวกเขาเหลือศูนย์หน้าแท้ๆ ให้เลือกใช้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น คือ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ดาวรุ่งวัย 19 ปีที่ยังฝากผีฝากไข้อะไรไม่ได้เลยนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเสือเหลืองในช่วงต้นปี 2017 โดยแข้งเลือดสวีดิชได้โอกาสลงเล่นในบุนเดสลีกาไปเพียง 5 นัด และยังยิงประตูในลีกไม่ได้อีกด้วย
กลับมาเข้าเรื่องของอัลกาเซร์ ในวันสุดท้ายก่อนปิดตลาดซื้อ-ขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ดอร์ทมุนด์ก็ปิดดีลคว้าตัวดาวยิงวัย 25 ปีจากบาร์เซโลน่ามาได้ด้วยสัญญายืมตัวหนึ่งฤดูกาล พ่วงด้วยออพชั่นซื้อขาดหลังจบฤดูกาล 2018/19
“ผมเฝ้ารอที่จะได้ลงเล่นในบุนเดสลีกา ที่นี่เป็นหนึ่งในลีกที่ดีที่สุดในโลกเลย มีทั้งแฟนบอลที่น่าทึ่งและเหล่ากำแพงสีเหลืองบนอัฒจันทร์ นั่นเหมือนเป็นมนต์ที่สะกดนักเตะทุกๆ คนเลยทีเดียว” ปาโก้กล่าวกับเว็บไซต์สโมสร
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการย้ายเข้ามาของปาโก้ครั้งนี้สร้างทั้งความตื่นเต้นและโล่งอกไปพร้อมๆ กันในถิ่นซักนัล อิดูนา พาร์ค จริงอยู่ว่าดอร์ทมุนด์นั้นมีแนวรุกเปี่ยมพรสวรรค์ให้เลือกใช้มากมาย ทั้งมาร์โค รอยส์ คริสเตียน พูลิซิช มักซิมิเลียน ฟิลิปป์ ยาดอน ซานโช หรือมาริอุส โวล์ฟ แต่ไม่มีใครเลยที่เป็นศูนย์หน้าตัวเป้าแท้ๆ หากจะเข็นใครสักคนมาเล่นตำแหน่งนี้ก็ดูจะทุลักทุเลไม่น้อย ในส่วนของสไตล์การเล่นนั้น ปาโก้ค่อนข้างจะเป็นหน้าเป้าสมัยใหม่ แข็งแกร่ง คล่องตัว สเต็ปเท้าไว เทคนิคดีตามเครื่องหมายการค้านักเตะจากอะคาเดมีสเปนช่วงปีหลังๆ หากจะนำเขามาเปรียบกับแข้งรุ่นพี่ในถิ่นเสือเหลือง ปาโก้ดูจะออกแนวเลวานดอฟสกี้มากกว่าโอบาเมยอง คือ ชอบเล่นต่อบอลกับเพื่อนร่วมทีมมากกว่าที่จะพยายามฉายเดี่ยวและใช้ความเร็วลากเลื้อย
ผลผลิตจากระบบปลุกปั้นนักฟุตบอลเยาวชนของบาเลนเซียรายนี้ต้องสูญเสียคุณพ่อไปตอนเขาอายุได้ 17 ปี โดยคุณพ่อของเขาได้เข้าไปชมเกมในสนามที่พบกับทีมโรม่า ก่อนจะโชคร้ายหัวใจวายเฉียบพลันหลังจบเกมจนเป็นข่าวดังในยุคนั้น จากนั้นเขาได้โอกาสรับใช้ทีมชาติสเปน และคว้าแชมป์ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรุ่น U19 ในปี 2011 และ 2012 จากนั้นก็ขึ้นไปติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่และคว้าตำแหน่งดาวซัลโวในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2016 รอบคัดเลือก
ปาโก้ทำผลงานส่วนตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในสมัยค้าแข้งกับบาเลนเซีย ถึงแม้ผลงานของทีมจะขึ้นๆ ลงๆ โดยเขาทำไปได้ 13 ประตูกับอีก 6 แอสซิสต์ในฤดูกาล 2015/16 จากนั้นก็ได้โอกาสย้ายไปร่วมทีมเจ้าบุญทุ่ม บาร์เซโลน่า แม้จะต้องนั่งสำรองซะเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากตกอยู่ใต้เงาของสามประสาน เมสซี-ซัวเรส-เนย์มาร์ ่ แต่สัญชาตญาณดาวยิงของปาโก้ดูจะไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย เมื่อเขายังสามารถยิงประตูได้ 15 ลูกจากการลงสนาม 50 นัด ทั้งที่เขาได้โอกาสลงเล่นเฉลี่ยประมาณครึ่งเวลาเดียวเท่านั้น
เมื่อมีดอร์ทมุนด์ได้ปาโก้มาเป็นตัวเป้าในแนวรุก ฟาฟร์ก็สามารถกระจายกำลังพลปีกพ่อมดแห่งทีมเสือเหลืองให้ร่ายมนตร์ลูกหนังได้เต็มที่ขึ้น จริงอยู่ที่ว่าดอร์ทมุนด์ยิงได้ถึง 4 ประตูในนัดเปิดฤดูกาลที่พบกับแอร์เบ ไลป์ซิก แต่อย่าลืมว่า 2 ประตูในนั้นมากจากลูกตั้งเตะ และลูกสุดท้ายได้มาจากรอยส์ตอนที่เกมปิดกล่องไปแล้ว ซึ่งพอพวกเขาต้องมาเจอเกมรับที่เหนียวแน่นและตั้งรับลึกของฮันโนเวอร์ ก็ต้องไปฝากความหวังไว้กับศูนย์หน้าตัวเป้าให้ช่วยป่วนแนวเซ็นเตอร์แบ็คของคู่ต่อสู้เพื่อเปิดช่องว่างให้นักเตะตำแหน่งอื่นๆ เข้าทำอยู่ดี เพราะฉะนั้นจังหวะการเคลื่อนที่และความสามารถในการเล่นบอลในสถานการณ์ที่โดนกองหลังบีบแน่นของปาโก้นี่แหละที่น่าจะแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ นอกจากนี้การมีปาโก้ในทีมยังช่วยให้ฟาฟร์มีทางเลือกเชิงแทคติกมากขึ้นด้วย2:03
ลูเซียง ฟาฟร์ นั้นเรียกได้ว่าเป็นกุนซือจอมชุบชีวิตคนหนึ่งเลย โดยเขาเคยแสดงให้เห็นว่าสามารถพานักเตะที่หลงทางกลับมาเข้าร่องเข้ารอยได้อย่างที่เคยทำกับมาริโอ บาโลเตลลีที่สโมสรนีซมาแล้ว ถ้าฟาฟร์จะจุดไฟในตัวดาวยิงเลือดกระทิงคนนี้ขึ้นมาอีกครั้ง อาจช่วยให้ดอร์ทมุนด์ผงาดกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งก็เป็นได้ แต่การจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องมีแรงสนับสนุนที่ดี ซึ่งเรื่องนี้สำหรับปาโก้แล้วถือว่าหายห่วง โดย ยาคอบ บรุน ลาร์เซ่น ศูนย์หน้าดาวรุ่งของทีมที่ยิงออสนาบรึคคนเดียว 4 ลูกในเกมปรีซีซั่นกล่าวว่า “ปาโก้สร้างความประทับในได้อย่างดีทีเดียว เขาเป็นตัวจบสกอร์ที่สุดยอด ผมหวังอยากให้เขาประสบความสำเร็จที่ดอร์ทมุนด์ และพวกเรามีหน้าที่ที่จะช่วยเขา”
...แล้วเพื่อนร่วมทีมก็ช่วยจริงๆ เป็นซานโชที่จ่ายถวายพานให้ปาโก้เบิกสกอร์แรกในเกมที่พบกับไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ตได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการทำประตูแรกในเสื้อทีมดอร์ทมุนด์ได้หลังจากสัมผัสบอลครั้งแรกในเวทีบุนเดสลีกาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นเอง นอกจากนี้แรงสนับสนุนที่สำคัญสำหรับเขาก็คือแฟนบอลดอร์ทมุนด์นั่นเอง โดยปาโก้นั้นยกเสื้อของตัวเองให้แฟนบอลหลังจบเกมปรีซีซั่นกับออสนาบรึคจนได้ใจแฟนๆ ไปเต็มๆ ถัดจากเลวานดอฟสกี้และโอบาเมยองที่เหล่า “กำแพงสีเหลือง” รักและเทิดทูนให้เป็นตำนาน ต่อไปก็อาจเป็นยุคของปาโก้บ้างแล้วล่ะ ส่วนจะทำได้ไหม ก็คงต้องมาติดตามดูกัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น